วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2558



สามมิติ (3D) ในการผ่าตัดผ่านกล้องแบบแผลเล็ก (MIS)


แพทย์ผ่าตัดสวมแว่นเพื่อดูภาพในจอให้เห็นเป็นสามมิติ (3D)

สวัสดีครับคุณผู้หญิงที่รักทุกท่านที่ติดตามอ่านเรื่องสัพเพเหระเกี่ยวกับเรื่องของผู้หญิงผู้หญิงของหมอวิรัช ... หมอไม่ได้เขียนบล็อกซะหลายวันเพราะไปประชุมประจำปีของสมาคมมะเร็งนรีเวชฯที่กาญจนบุรีมาน่ะครับ ... เพิ่งเดินทางกลับมาถึงหาดใหญ่ตอนสองทุ่มเมื่อวานนี้เอง ... พอกลับมาถึงก็เริ่มทำงานเลยโดยแวะไปเยี่ยมคนไข้ที่นัดมาอยู่โรงพยาบาลตอนเย็นวานเพื่อรอผ่าตัดเช้าวันนี้

เช้านี้เข้าทำผ่าตัดคนไข้รายที่เล่ามาน่ะครับ ... เป็นการผ่าตัดใหญ่แต่ผ่าผ่านแผลเล็กหรือที่เรียกว่า MIS (Minimal Invasive Surgery) เช้านี้เป็นการผ่าตัดมดลูกเพราะคนไข้มีมดลูกโตและมีเลือดออกมากจนซีดมีอาการหน้ามืดจะเป็นลม ... แผลที่ผ่าตัดเป็นแผลเล็กๆซึ่งเป็นการผ่าตัดที่นิยมในปัจจุบัน ... วันนี้หมอผ่าผ่านแผลหรือช่องเล็กๆ 3 ช่อง ... ภาษาผ่าตัดแบบแผลเล็กเรียกช่องเล็กๆนี้ว่าพอร์ท (Port) ครับ ... มีพอร์ทที่สะดือหนึ่งแห่งและที่ด้านข้างของช่องท้องส่วนล่างอีกข้างละหนึ่งพอร์ทคล้ายที่เห็นในรูป

พอร์ท (Port) ที่นิยมทำในการผ่าตัด MIS เพื่อตัดมดลูก
วันนี้พิเศษหน่อยที่เป็นการผ่าตัดโดยใช้กล้องบันทึกภาพและจอแสดงผลแบบสามมิติหรือ 3D (Three Dimension) ... ก่อนหน้านี้หมอก็ผ่าตัดผ่านกล้องโดยกล้องบันทึกภาพและจอแสดงผลแบบสองมิติหรือ 2D (Two Dimension) ... ประมาณสามเดือนที่ผ่านมามีการนำระบบสามมิติมาใช้ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ-หาดใหญ่ ...​ ประเมินจากตัวหมอเองพบว่าตัวเองผ่าตัดได้ดีขึ้นมาก ...​ ที่ว่าดีขึ้นมากหมอหมายถึงทั้งเร็วขึ้นและปลอดภัยต่อผู้ป่วยมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการเย็บแผล ... ความแตกต่างระหว่าง 2D และ 3D ก็คือเรื่อง ความลึก (Depth) ของภาพที่เห็นครับ ... ท่านผู้อ่านลองหลับตานึกถึงตอนที่ท่านดูหนังสามมิติอย่างเช่นเรื่องอวตารหรืออีกหลายๆเรื่องสิครับ ... ท่านจะเห็นความลึกของภาพเหมือนเห็นของจริง ... อีกตัวอย่างของความแตกต่างระหว่าง 2D และ 3D คือการเดินลงบันได้โดยหลับตาซะหนึ่งข้างเทียบกับการลืมตาสองข้างแล้วเดินลงบันได ... ท่านจะพบว่าเสี่ยงต่อการตกบันไดมากครับถ้าใช้ตาข้างเดียวเดินลงบันไดเพราะท่านจะเห็นภาพเพียงสองมิติหรือ 2D ... ท่านจะไม่เห็นความลึกโดยไม่แน่ใจว่าจะยื่นเท้าลงไปลึกแค่ไหนในการก้าวลงบันไดขั้นต่อไป ...​ พอเปลี่ยนเป็นลืมดูทั้งสองตาท่านจะพบว่าจะเกิดความมั่นใจว่าจะก้าวลงบันไดได้อย่างแม่นยำและปลอดภัย ... การผ่าตัด MIS โดยผ่านกล้องและจอแบบ 3D ก็ทำนองนั้นแหละครับ 

ภาพในห้องผ่าตัด MIS โดยใช้กล้องแบบสามมิติ (3D)
ภาพเปรียบเทียบการเห็นความลึก (Depth)
การผ่าตัดเมื่อเช้าประสพความสำเร็จอย่างดี ... ตอนเย็นหมอไปเยี่ยมคนไข้พบว่าคนไข้ปวดแผลเพียงเล็กน้อย เริ่มจิบนำ้ได้ เอนตัวขึ้นมานั่งคุยกับญาติได้ และที่สำคัญคือยิ้มให้หมอได้ ... คาดว่าถ้าอาการดีขึ้นเร็วแบบนี้ก็คงกลับบ้านได้ในอีกสองวัน

เรื่องที่หมอคุยในบล็อกวันนี้ก็เป็นเพียงจุดเล็กๆน้อยๆเรื่องสามมิติ (3D) ในการผ่าตัดผ่านกล้องแบบแผลเล็ก (MIS) ซึ่งอาจเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ในบ้านเรา ...​ แต่หมอเองเชื่อว่าในไม่อนาคตอันใกล้นี้ท่านผู้อ่านอาจได้ยินหรือถูกถามจากแพทย์ผู้รักษาในกรณีที่ท่านเองหรือญาติของท่านต้องรักษาด้วยการผ่าตัดแบบ MIS ว่าจะเลือกผ่าตัดผ่านกล้องแบบ 2D หรือ 3D ... ถ้าถูกถามท่านผู้อ่านจะได้คุ้นกับคำนี้เอาไว้บ้าง ... ประเด็นเรื่อง 3D ที่นำมาใช้ในการผ่าตัดทางการแพทย์ยังมีอีกหลายประเด็นครับ ... ตัวหมอเองคิดว่า 3D จะเป็นคู่แข่งของการผ่าตัดแบบหุ่นยนต์หรือที่เรียกว่า Robotic Surgery ได้ในระดับหนึ่งทีเดียวละครับ


Robotic Surgery
ในยุคโลกาภิวัฒน์ท่านผู้อ่านคงเห็นด้วยกับหมอนะครับว่าเทคโนโลยีก้าวหน้าไปเร็วมากๆ ... แค่ยืนอยู่เฉยๆก็เหมือนเดินถอยหลังซะแล้ว ... การแพทย์ก็เช่นเดียวกันครับ ... แค่ไม่ติดตามข่าวสารไม่นานก็อาจตามไม่ทันคนอื่นๆแล้วซึ่งแม้แต่คนไข้ในปัจจุบันก็มีความรู้เยอะเพราะหาได้ไม่ยากจากอาจารย์กู๋หรืออาจารย์กูเกิ้ล (จริงไม๊ครับ?) ... ที่กล่าวมาเรื่องการผ่าตัดโดยอาศัยเทคโลยีใหม่ๆหมอไม่ได้หมายความว่าของเก่าไม่ดีนะครับ ... อยากจะบอกเพียงว่าของใหม่ได้เปรียบเพราะใช้ของเก่าเป็นพื้นฐานแล้วพัฒนาต่อยอดให้ดีขึ้นกว่าของเก่า ... ก็แค่ดีกับดีกว่าเท่านั้นน่ะครับไม่ใช่ดีกับไม่ดี ...​ เราทุกคนมีสิทธิเลือกนะครับว่าจะเลือกแบบไหน ...​ ความเห็นแบบนี้หมอว่าน่าจะประยุกต์ใช้ได้กับทุกๆอย่างที่เราต้องเลือกในชีวิตในโลกยุคดิจิตอลนี้

ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรงและมีความสุขนะครับ

รศ.นพ. วิรัช วุฒิภูมิ
สูตินรีแพทย์ โรงพยาบาลกรุงเทพหาดใหญ่





วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2558


ช็อกโกแลตซิสต์ (Chocolate cyst)

คำว่าช็อกโกแลตซิสต์ (Chocolate cyst) ถูกนำมาเรียกกันจนจะเป็นภาษาไทยอยู่แล้วครับ ... คำว่าช็อกโกแลตก็คือช็อกโกแลตของหวานที่เราชอบรับประทานกันน่ะครับ ...​ ส่วนใหญ่ถ้าอยู่ในที่เย็นจะเป็นของแข็งแต่จะเป็นของเหลวสีน้ำตาลเข้มในที่ร้อน ... คำว่า ซิสต์ (Cyst) ก็แปลง่ายๆว่าถุงที่มีของเหลวข้างใน ... คำว่าซิสต์ (Cyst) ในทางการแพทย์ส่วนใหญ่มักไม่ใช่เนื้อร้ายหรือมะเร็งหรอกครับ ...​ ของเหลวในก้อนหรือในถุงนั่นก็อาจจะเป็น น้ำ เลือด ไขมัน น้ำเหลือง หรือน้ำหนอง เป็นต้น ...​ อย่างไรก็ตามซิสต์บางอย่างอาจเป็นถุงที่มีของเหลวซึ่งเกิดจากเนื้อมะเร็งที่มีการสลายตัวเป็นของเหลวก็ได้

มดลูกและปีกมดลูก (ปีกมดลูกหรือรังไข่ข้างซ้ายโตเป็นถุงเลือดเหลวๆหรือช็อกโกแลตซิสต์ในขณะที่ข้างขวาปกติ)
วันนี้หมอจะขอเขียนถึงช็อกโกแลตซิสต์ (Chocolate Cyst) ที่เป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่าหมายถึงก้อนเนื้องอกชนิดหนึ่งที่เกิดที่ รังไข่ (Ovary) ของคุณผู้หญิง ... จริงๆแล้วก้อนชนิดนี้ไม่ได้มีช็อกโกแลตอยู่ภายในหรอกครับ ...​ ภายในก้อนเนื้องอกที่มีลักษณะเป็นถุงชนิดนี้จะเป็นเลือดเก่าๆเหลวๆซึ่งมีสีน้ำตาลเข้มคล้ายช็อกโกแลตเหลวๆทำให้นิยมเรียกกันว่าช็อกโกแลตซิสต์

การที่เลือดไปออกและรวมตัวกันเป็นถุงเลือดอยู่ที่รังไข่เกิดจากการที่มีเยื่อบุโพรงมดลูกไปเจริญผิดที่คือแทนที่เยื่อบุโพรงมดลูกจะบุอยู่เฉพาะที่โพรงมดลูก ...​ กลับไปเจริญอยู่ที่อื่นนอกโพรงมดลูกซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในบริเวณอุ้งเชิงกรานหรือช่องท้องส่วนล่างของคุณผู้หญิงโดยเฉพาะที่รังไข่ ... ซึ่งในภาวะปกติทุกๆรอบเดือนที่ผ่านไปพบว่าเยื่อบุโพรงมดลูกจะหนาตัวขึ้นมาจากอิทธิของฮอร์โมนจากรังไข่เพื่อรองรับการฝังตัวของทารก ... หากไม่มีการฝังตัวของทารกซึ่งก็คือไม่มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น ...​ เยื่อบุโพรงมดลูกก็จะมีการหลุดลอกออกมาเป็นเลือดทุกๆเดือนหรือที่เรียกว่า ประจำเดือน (menstruation) น่ะครับ

เยื่อบุโพรงมดลูกที่เจริญผิดที่ก็ตอบสนองต่อฮอร์โมนจากรังไข่เช่นกัน ... เยื่อบุที่อยู่ผิดที่ก็จะหนาตัวขึ้นมาทุกเดือนเหมือนในโพรงมดลูกและหลุดลอกออกมาเป็นเลือดทุกๆเดือนเหมือนกัน ... เลือดที่ออกจากโพรงมดลูกจะมีทางไหลออกสู่ภายนอกผ่านออกมาทางช่องคลอดในขณะที่เลือดที่ออกจากเยื่อบุโพรงมดลูกที่เจริญผิดที่จะไม่มีทางไหลออกมาภายนอกจึงขังตัวรวมกันอยู่ในช่องท้อง ... รวมกันไปเรื่อยๆทุกๆเดือนจนกลายเป็นถุงเลือดจากถุงเล็กๆก็จะกลายเป็นถุงใหญ่ๆในที่สุด ... ถุงเลือดที่รังไข่นี่แหละครับที่เรียกว่าช็อกโกแลตซิสต์ ... ผู้หญิงที่มีภาวะผิดปกติแบบนี้มักจะมีอาการปวดประจำเดือนมากและยิ่งปวดมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไปและมักจะมีพังผืดในอุ้งเชิงกรานและมีภาวะมีบุตรยาก

มดลูก (กลาง) และรังไข่ซ้าย (Chocolate cyst) และพังผืดที่ยึดมดลูกติดกับอวัยวะข้างเคียงทำให้ปวดประจำเดือนและมีบุตรยาก


โรค เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ มีชื่อเรียกทางการแพทย์ว่า Endometriosis ครับ ... คนไข้มักมาพบแพทย์ด้วยอาการปวดประจำเดือนมากหรือภาวะมีบุตรยาก ... หมอเองรู้สึกว่าพบโรคนี้ได้บ่อยมากขึ้นมากเมื่อเทียบกับในอดีตและคิดว่าเหตุผลที่พอเป็นไปได้ที่ทำให้พบภาวะนี้บ่อยขึ้นก็เพราะผู้หญิงในปัจจุบันทำแต่งานและแต่งงานช้ากว่าผู้หญิงในอดีตหรือไม่ก็ครองความโสดไปเลย

ปวดประจำเดือนมีสาเหตุหลายอย่าง ... ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุของการปวดประจำเดือน
ท่านผู้อ่านเคยได้ยินญาติผู้ใหญ่เช่นพ่อแม่ปู่ย่าตายายพูดกับลูกสาวหรือหลานสาวที่มีอาการปวดประจำเดือนบ้างไม๊ครับว่า "ปวดประจำเดือนน่ะไม่เป็นไรหรอก ... แต่งงานแล้วก็จะหายปวดไปเอง" คำพูดเหล่านี้ดูน่าจะเกี่ยวกับโรคนี้นะครับเพราะตอนเริ่มเป็นก็จะเริ่มมีอาการปวดประจำเดือนแต่พอรีบแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อยและโรคยังไม่เป็นมากมีพังผืดในอุ้งเชิงกรานน้อยทำให้มีโอกาสตั้งครรภ์สูง ... และโดยธรรมชาติ ... เมื่อตั้งครรภ์รกของทารกก็จะสร้างฮอร์โมนออกมายับยั้งการตกไข่ทำให้ไม่มีฮอร์โมนจากรังไข่มากระตุ้นเยื่อบุโพรงมดลูกที่เจริญผิดที่ทำให้ไม่มีการหนาตัวและไม่หลุดลอกกลายเป็นเลือดแต่กลับหยุดการเจริญเติบโตและฝ่อไปในที่สุดทำให้โรคนี้ทุเลาหรือหายไปได้จากการตั้งครรภ์ ...​ ผู้หญิงในปัจจุบันแต่งงานช้าทำให้โรคสะสมเป็นอยู่นานและมักมีพังผืดยึดติดมากเกิดภาวะมีบุตรยากทำให้โรคยิ่งเป็นมากยิ่งขึ้น

การสังเกตของคนสมัยก่อนก็มีหลายอย่างที่เป็นความจริงนะครับตัวอย่างเช่นเรื่องที่หมอเขียนมาในเบื้องต้นเกี่ยวกับช็อกโกแลตซิสต์

ยังมีอีกหลายเรื่องที่น่ารู้เกี่ยวกับโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) เช่น การวินิจฉัย การรักษา หรือภาวะแทรกซ้อนจากโรคนี้ ... มีโอกาสหมอจะเขียนเพิ่มเติมในมุมมองอื่นๆของโรคนี้มาให้ได้อ่านกันอีกนะครับ ... สวัสดีและรักษาสุขภาพด้วยนะครับ

รศ.นพ. วิรัช วุฒิภูมิ
สูตินรีแพทย์ โรงพยาบาลกรุงเทพ-หาดใหญ่

วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2558

เอชพีวีวัคซีน

วันนี้หมอขอเขียนต่อจากบล็อกเมื่อวานหน่อยนะครับ ... เมื่อวานหมอเขียนเรื่องเอชพีวี (HPV) แล้วเช้านี้ก็ไปบรรยายเรื่อง "มะเร็งปากมดลูก ...​ ความเสี่ยงที่เลือกได้" ... และอย่างที่ได้เขียนไปเมื่อวานแล้วครับว่าเอชพีวีเป็นกลุ่มไวรัสที่ก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูกโดยเฉพาะอย่างยิ่งเอชพีวีสายพันธ์ที่ 16 และ 18 (HPV-16, HPV-18) ...​ วันนี้พอบรรยายเสร็จแล้วเปิดให้ซักถามก็มีคำถามจากผู้เข้าร่วมประชุมเรื่องการฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีว่า ควรฉีดให้ใคร อายุเท่าไหร่ ฉีดกี่เข็ม ต้องกระตุ้นหลังฉีดครบหรือไม่ และวัคซีนปลอดภัยแค่ไหน

เมื่อถูกถามหมอก็ตอบไปทุกคำถามครับเลยแต่เวลาที่มีสำหรับการตอบค่อนข้างจำกัด ...​ กลับมาบ้านเลยอยากมาตอบในบล็อกเรื่องของผู้หญิงผู้หญิงนี้อีกครั้งครับเผื่อจะมีประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านบ้าง

คำถามว่าฉีดให้ใคร ... คำตอบก็คือฉีดให้ได้ทั้งเพศหญิงและเพศชายครับ ที่ดีที่สุดคือในคนที่ยังไม่มีเพศสัมพันธ์เพราะวัคซีนเอชพีวีเป็นวัคซีนป้องกัน (Preventive Vaccine) ไม่ใช่วัคซีนรักษา (Therapeutic Vaccine) จึงมีประโยชน์สูงสุดในคนที่ยังไม่มีการติดเชื้อ ... แต่ในคนที่มีเพศสัมพันธ์แล้วก็ฉีดได้นะครับแต่อาจได้ประโยชน์ไม่เต็มที่นักเพราะหากมีการติดเชื้อเอชพีวีสายพันธ์ที่มีในวัคซีนไปแล้วก็จะไม่สามารถป้องกันเชื้อตัวที่ติดไปแล้วได้ ... ซึ่งในปัจจุบันก็มีผู้หญิงจำนวนมากพอสมควรเลยครับที่มีขอรับการฉีดวัคซีนแม้มีเพศสัมพันธ์ไปแล้วโดยมักจะคิดว่ายังไม่น่าจะติดเชื้อหรือถ้าติดก็ไม่น่าจะติดทุกสายพันธ์ที่มีในวัคซีน ... ได้ภูมิต้านทานบ้างก็ยังดีกว่าไม่ได้เลย

เอชพีวีวัคซีนฉีดได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย
คำถามว่าควรฉีดในช่วงอายุเท่าไหร่ ... คำตอบก็คืออายุเท่าไหร่ก็ได้ครับ ... ที่แนะนำตามงานวิจัยคือเริ่มตั้งแต่อายุ 9 ขวบเป็นต้นไปเพราะในช่วงอายุนี้มักจะยังไม่มีเพศสัมพันธ์ ถ้ารอไปฉีดในช่วงอายุมากกว่านี้ก็อาจมีเพศสัมพันธ์และมีการติดเชื้อเอชพีวีไปแล้วเพราะสังคมปัจจุบันมักจะเริ่มมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกเร็วหรืออายุน้อยกว่าสังคมสมัยก่อนมากครับ

คำถามว่าวัคซีนเอชพีวีควรฉีดกี่เข็ม ... เมื่อตอนออกมาใหม่ๆแนะนำให้ฉีดให้ครบ 3 เข็มครับ คือฉีดเข็มแรกแล้วเว้นไป 1-2 เดือนจึงฉีดเข็มที่สอง หลังจากนั้นเว้นไป 4-5 เดือนจึงค่อยฉีดเข็มที่สาม (ต่างกันเล็กๆน้อยๆขึ้นกับเป็นแบบวัคซีน 2 สายพันธุ์หรือ 4 สายพันธุ์) ... พูดง่ายๆก็คือฉีดให้ครบ 3 เข็มใน 6 เดือนน่ะครับ ... ล่าสุดมีคำแนะนำใหม่ออกมาครับว่าหากฉีดในช่วงอายุ 9-13 ขวบจะสามารถลดการฉีดลงเหลือเพียงสองเข็มได้โดยฉีดเข็มแรกแล้วเว้นไปอีก 6 เดือนจึงค่อยฉีดเข็มที่สองก็จะได้ภูมิคุ้มกันเหมือนการฉีดสามเข็มครับ

คำถามว่าต้องกระตุ้นหลังฉีดครบหรือไม่ ... ปัจจุบันยังไม่มีคำแนะนำให้ฉีดกระตุ้น (Booster) ครับ เพราะพบว่าการติดตามในกลุ่มอาสาสมัครที่ทำวิจัยไปเรื่อยแม้การวิจัยจะเสร็จไปแล้ว ... พบว่าในกลุ่มอาสาสมัครดังกล่าวยังมีภูมิต้านทานและป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีสายพันธ์ที่มีในวัคซีนได้หลังจากเวลาผ่านไปแล้วประมาณ 10 ปี ... คาดว่าเมื่อติดตามต่อไปเรี่อยๆก็น่าจะมีภูมิต้านทานอยู่ตลอดนะครับจึงยังไม่มีคำแนะนำให้ฉีดกระตุ้นในเวลานี้

คำถามว่าปลอดภัยแค่ไหน ... ขอตอบว่าปลอดภัยมากครับเพราะวัคซีนเอชพีวีเป็นวัคซีนที่ทำจากสารที่เสมือนเปลือกหุ้มของไวรัสหรือที่เรียกว่า VLP (Virus-Liked Particle) ไม่ใช่ตัวเชื้อไวรัสโดยตรงจึงไม่มีสายพันธุกรรม (Genome) ที่ก่อให้เกิดโรค ... วัคซีนบางชนิดทำจากตัวเชื้อโรคที่ยังมีชีวิตเพราะจะสามารถกระตุ้นภูมิต้านทานได้ แต่เชื้อดังกล่าวจะต้องถูกทำให้อ่อนแรงลงไปก่อนและไม่สามารถทำให้เกิดโรคได้แต่อาจมีอาการข้างเคียงคล้ายๆการติดเชื้อจริงบ้างแต่อาการดังกล่าวจะน้อยมาก ตัวอย่างวัคซีนกลุ่มนี้เช่น วัคซีนป้องกันโรคหัด หัดเยอรมัน คางทูม เป็นต้นครับ

ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับเอชพีวีวัคซีนคือ ... องค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกา (US-FDA) เพิ่งประกาศรับรองวัคซีนเอชพีวีชนิด 9 สายพันธุ์ ... เมืองไทยของเราคงยังอีกนานครับกว่าจะมีใช้ ...​ ถ้าใครจะฉีดหมอก็สนับสนุนให้ฉีดวัคซีนชนิดที่มีในบ้านเราไปเลยครับ ... ไม่ควรรอ

จริงๆแล้วอาจจะยังมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องเอชพีวีวัคซีนอีกมาก ... หมอขอเขียนเล่าสู่กันฟังในวันนี้เพียงแค่นี้ก่อนนะครับ ... วันหน้าถ้ามีโอกาสค่อยเขียนกันใหม่ ... สวัสดีและโชคดีทุกท่านนะครับ

รศ.นพ. วิรัช วุฒิภูมิ
สูตินรีแพทย์ โรงพยาบาลกรุงเทพ-หาดใหญ่


วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2558

เอชพีวี (HPV)

พรุ่งนี้หมอมีโปรแกรมไปบรรยายเรื่อง "มะเร็งปากมดลูก ... ความเสี่ยงที่เลือกได้" เลยอยากเขียนบล็อกสั้นๆเรื่องเอชพีวี (HPV) ซึ่งเป็นชื่อย่อของไวรัสกลุ่มที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก (Cervical Cancer) มาให้อ่านกันหน่อยครับเผื่อจะมีประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านบ้าง
รูปเชื้อไวรัสเอชพีวื


เอชพีวีคือกลุ่มไวรัสกลุ่มหนึ่งครับ ... ชื่อเต็มๆคือ Human Papillomavirus หรือที่เขียนย่อๆว่า HPV ... ปัจจุบันคนไทยเริ่มรู้จักและเรียกกันทับศัพท์กันไปเลยเช่นพูดว่า ... "ไปตรวจเอชพีวีมา" หรือ "ไปฉีดวัคซีนเอชพีวีมา" เป็นต้น

รูปมะเร็งปากมดลูก (Cervical Cancer)
ไวรัสกลุ่มเอชพีวีที่มนุษย์รู้จักกันมีอยู่ร้อยกว่าสายพันธุ์ครับ ... สายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดมะเร็งโดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งปากมดลูกมีอยู่ประมาณสิบกว่าสายพันธุ์ ... สิบกว่าสายพันธุ์นี้เราเรียกว่าเอชพีวีกลุ่มเสี่ยงสูง (High-risk HPV) ... ในกระบวนกลุ่มเสี่ยงสูงสิบกว่าสายพันธุ์นี้พบว่าสายพันธุ์ที่มีความรุนแรงสูงสุดคือสายพันธุ์ที่ 16 และสายพันธุ์ที่ 18 (HPV-16, HPV-18) ซึ่งสองสายพันธุ์นี้เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกมากกว่า 70% ... ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้บริษัทที่ผลิตวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกเลือกที่จะทำวัคซีนที่ป้องกันเฉพาะสายพันธุ์ที่ 16 และ 18 ซึ่งไม่ได้ป้องกันเอชพีวีกลุ่มเสี่ยงทุกสายพันธุ์ (ทำนองเดียวกันกับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีซึ่งไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อตับอักเสบเอและซีเป็นต้น)

แม้ HPV vaccine ที่มีในปัจจุบันจะไม่ได้ป้องกันไวรัสกลุ่มเสี่ยงสูงทุกสายพันธุ์แต่การที่สามารถป้องกันสายพันธุ์ที่ 16 กับ 18 ได้ก็สามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้มากกว่า 70% แล้ว ซึ่งก็นับว่าคุ้มค่าแล้วละครับ ... ยิ่งในปัจจุบันสามารถพิสูจน์ได้แล้วว่าเชื้อเอชพีวีไม่ได้ทำให้เกิดเฉพาะมะเร็งปากมดลูกเท่านั้น แต่ยังเป็นสาเหตุของมะเร็งอีกหลายชนิดเช่น มะเร็งช่องคลอด มะเร็งปากช่องคลอด มะเร็งทวารหนัก มะเร็งช่องปาก รวมทั้งโรคที่ไม่ใช่มะเร็งแต่ก็เป็นปัญหาใหญ่ทางสาธารณสุขเช่นหูดหงอนไก่อีกด้วย (หูดหงอนไก่ส่วนใหญ่เกิดจากเอชพีวีสายพันธุ์ที่ 6 และ 11) ... ทำให้การป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีด้วยการใช้วัคซีนดูเหมือนน่าจะคุ้มค่ายิ่งขึ้นอีกครับ

เอชพีวีวัคซีนแบบสองสายพันธุ์

เอชพีวีวัคซีนแบบสี่สายพันธุ์

เกือบลืมบอกไปแน่ะครับว่าการติดเชื้อเอชพีวีมากกว่า 90% ติดมาจากการมีเพศสัมพันธ์ ... ซึ่งน่าจะพูดได้ว่าการป้องกันการติดเชื้อที่ดีอีกวิธีหนึ่งซึ่งไม่เปลืองเงินทองเลยก็คือการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงเช่นการมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อยๆหรือการมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนหลายๆคน ... ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวดูเหมือนว่ามีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในสังคมปัจจุบันนะครับ ... การเลี่ยงพฤติกรรมดังกล่าวอาจเรียกเล่นๆว่าเป็นวัคซีนทางสังคมหรือ "Social Vaccine" ก็ได้นะครับ ... ไม่รู้ว่า Social Vaccine จะทันกับกระแสโลกาภิวัฒน์ในเรื่องพฤติกรรมทางเพศของมนุษย์ในสังคมปัจจุบันและในอนาคตได้หรือไม่ ... ถ้าไม่ทันก็คงจำเป็นต้องใช้เอชพีวีวัคซีนกันละครับ

คนไทยในปัจจุบันใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษเรียกทับศัพท์กันมากจนบางคำคุ้นปากเหมือนเป็นภาษาไทยไปแล้วเช่นคำว่า OK เป็นต้น ... เอชพีวีก็เป็นอีกคำหนึ่งที่มีคนเรียกทับศัพท์กันมากขึ้นเรื่อยๆซึ่งหลังจากอ่านข้อความเบื้องต้นจบหมอหวังว่าท่านผู้อ่านคงพอรู้จักคำว่าเอชพีวีมากขึ้นนะครับ

วันนี้จบแค่นี้นะครับ ... วันหลังหมอค่อยเขียนเรื่องอื่นๆมาให้อ่านกันใหม่ ... ขอให้ทุกท่านรักษาสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจให้ดีนะครับ

รศ.นพ. วิรัช วุฒิภูมิ
สูตินรีแพทย์ รพ.กรุงเทพ-หาดใหญ่










วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2558



การผ่าแผลเล็กผ่านกล้องส่องช่องท้อง (Laparoscopic Surgery)


วันนี้หมอขอคุยเรื่องผ่าตัดในอุ้งเชิงกรานของคนไข้ผู้หญิงรายนึงนะครับ ... คนไข้ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเนื้องอกมดลูก (Myoma Uteri) และถุงนำ้รังไข่ (Ovarian Cyst) ... ที่ต้องผ่าตัดเพราะมีอาการปวดท้องโดยเฉพาะเวลามีรอบเดือนหรือปวดระดู (Dysmenorrhea) และเลือดออกผิดปกติจากมดลูก ... ตรวจภายในและตรวจอัลตร้าซาวด์พบว่ามีเนื้องอกมดลูกและถุงน้ำรังไข่ซึ่งมีข้อบ่งชี้เข้าข่ายที่สมควรได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด

ข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดส่วนใหญ่จะดูที่ขนาดหรือภาวะแทรกซ้อนของก้อนที่ตรวจพบ ... แต่วันนี้หมอจะขอข้ามไปก่อนนะครับว่ารายละเอียดของข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดเป็นอย่างไร ...​ วันนี้จะคุยเรื่องการผ่าตัดในช่องท้องส่วนล่าง (Lower abdomen) หรือในอุ้งเชิงกราน (Pelvis) ของคุณผู้หญิงครับว่าปัจจุบันเรานิยมทำผ่าตัดกันอย่างไร
ตัวอย่างตำแหน่งแผลที่เจาะหน้าท้องในการผ่าตัด MIS

การผ่าตัดในช่องท้องหรือในอุ้งเชิงกรานของผู้หญิงในปัจจุบัน ... นิยมทำผ่าตัดแบบแผลเล็กครับ ... ตัวย่อภาษาอังกฤษที่นิยมใช้เรียกการผ่าตัดแบบแผลเล็กคือ MIS ซึ่งย่อมาจากคำเต็มๆว่า Minimal Invasive Surgery ซึ่งถ้าผ่าตัด MIS ในช่องท้องก็มักนิยมเรียกว่า Laparoscopic Surgery ซึ่งก็เป็น MIS ชนิดหนึ่งนั่นเอง ... การผ่าตัดแผลเล็กหรือ MIS ไม่ได้แปลว่าการผ่าตัดเล็กนะครับเพราะใช้ได้ทั้งการผ่าตัดเล็กซึ่งเป็นการผ่าตัดเล็กๆน้อยๆหรือเป็นการผ่าตัดใหญ่ซึ่งผ่าตัดได้มากเหมือนการผ่าตัดแผลใหญ่แบบที่ทำกันมาตั้งแต่ในอดีตเพียงแต่แผลเล็กกว่ามากและเป็นการผ่าตัดผ่านกล้องและจอโทรทัศน์ ...​ ตัวอย่างเช่นคนไข้ที่หมอกล่าวมาเบื้องต้นซึ่งการผ่าตัดที่ทำเป็นการผ่าตัดทั้ง เลาะพังผืดที่ยึดลำใส้ที่มาเกาะติดกับอวัยวะในอุ้งเชิงกรานเช่นมดลูกและปีกมดลูก ตามด้วยการผ่าตัดมดลูกและปีกมดลูกที่เป็นก้อนเนื้องอกออกมาทั้งหมดผ่านแผลเล็กๆ

รูปภาพตัวอย่างการผ่าตัดผ่านกล้องส่องช่องท้อง

ในคนไข้ที่กล่าวในเบื้องต้น ..​.​ หมอผ่าตัดโดยเจาะหน้าท้องเป็นแผลเล็กๆขนาดประมาณครึ่งเซ็นติเมตรจำนวนสองแผลทางด้านข้างของช่องท้องส่วนล่างทางซ้ายและขวาและอีกหนึ่งแผลที่สะดือโดยแผลที่สะดือนมีขนาดประมาณ 2.5 เซ็นติเมตร ...​ แผลในสะดือเมื่อหายแล้วมักจะมองไม่เห็นเพราะซ่อนอยู่ภายในสะดือครับ ... หลังจากนั้นจึงเริ่มทำการผ่าตัดโดยผ่าตัดผ่านทางกล้องส่องช่องท้องซึ่งภาพที่แพทย์ผู้ผ่าตัดและผู้ช่วยเห็นจะปรากฏอยู่บนจอโทรทรรศน์ ... ในคนไข้รายนี้พบว่ามีพังผืดยึดติดระหว่างลำใส้กับมดลูกมากและมีก้อนเนื้องอกมดลูกและถุงน้ำรังไข่ขนาดประมาณ 8 เซ็นติเมตรและ 4 เซ็นติเมตรตามลำดับ

ตัวอย่างภาพที่เห็นทางจอโทรทัศน์ในการผ่าตัด MIS ในคนไข้ที่มีก้อนเนื้องอกมดลูก (Myoma uteri)
ท่านผู้อ่านคงสงสัยนะครับว่า ... แล้วหมอเอาก้อนออกได้ยังไงเพราะก้อนใหญ่กว่าแผลที่เจาะตั้งเยอะ ... คำตอบก็คือ ... หมอผ่าตัดเลาะพังผืดก่อนแล้วจึงทำการตัดมดลูกและปีกมดลูกซึ่งหมายถึงถุงน้ำรังไข่ ... ต่อจากนั้นหมอก็ใส่ถุงพลาสติกขนาดพอเหมาะที่พับแล้วสอดผ่านแผลเล็กๆที่เจาะในเบื้องต้น ... ใส่ถุงพลาสติดเข้าไปไว้ในช่องท้อง ... นำมดลูกและปีกมดลูกที่ตัดมาใส่ในถุงพลาสติก ... ดึงปากถุงมาโผล่ออกตรงแผลที่สะดือ ... หลังจากนั้นก็ใช้มีดและกรรไกรค่อยๆตัดแบ่งย่อยชิ้นเนื้อทั้งหมดออกเป็นชิ้นเล็กๆแล้วดึงผ่านแผลที่สะดือออกมาทีละชิ้นจนหมด ... วิธีนี้ศัพท์ทางการแพทย์เรียกว่า Morcellation ครับ ... โดยทั่วไปการผ่าตัดในคนไข้ที่มีบุตรแล้วมักจะนิยมนำชิ้นเนื้อออกทางช่องคลอดครับ ... รายนี้ทำแบบนั้นยากเพราะคนไข้โสดจึงนำชิ้นเนื้อแบ่งออกมาทางแผลที่สะดือแทน

หลังจากนั้นก็ทำการตรวจสอบเรื่องต่างๆเช่น การหยุดเลือด การนับเครื่องมือผ่าตัด ... ซึ่งเมือเรียบร้อยแล้วก็จะทำการเย็บปิดแผลที่เจาะทั้งหมด 

การผ่าตัดแผลเล็กหรือ MIS มีข้อดีหลายอย่างเมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบแผลใหญ่ครับ ยกตัวอย่างได้แก่ ... การเจ็บแผลจะน้อยกว่ามาก ... การฟื้นตัวของคนไข้จะเร็วกว่าอย่างชัดเจนโดยคนไข้มักจะอยู่โรงพยาบาลหรือ Admit ไม่นานและกลับไปทำงานหรือใช้ชีวิตแบบปกติได้เร็วกว่า ... การเสียเลือดก็มักจะน้อยกว่า เป็นต้นครับ

อย่างไรก็ตามในการผ่าตัดแบบแผลเล็กหรือ MIS ในบางครั้ง ... อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นการผ่าตัดแบบแผลใหญ่หากมีความจำเป็น

วันนี้คุยกันแบบสั้นๆนะครับ ...​ ไม่ได้ลงในรายละเอียดมากเพราะอาจทำให้ผู้อ่านเบื่อซะก่อน ... อย่างน้อยท่านผู้อ่านก็คงได้รู้จักศัพท์ใหม่บางคำ ... ทั้งศัพท์ภาษาไทยและศัพท์ภาษาอังกฤษนะครับ ... เช่นคำว่า ... การผ่าตัดแผลเล็ก ... การผ่าตัดผ่านกล้องส่องช่องท้อง ... MIS (Minimal Invasive Surgery) ... และ Laparoscopic Surgery เป็นต้น

ขอให้ทุกท่านรักษาสุขภาพและโชคดีนะครับ

รศ.นพ.วิรัช วุฒิภูมิ
สูตินรีแพทย์ โรงพยาบาลกรุงเทพ-หาดใหญ่










วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

บางประเด็นของคุณผู้หญิงเกี่ยวกับห่วงคุมกำเนิด

วันนี้หมอมีคนไข้ชาวจีนมาจากมาเลเซียอายุ 40 ปีเศษ ... มาปรึกษาหมอด้วยเรื่องมีเลือดออกกระปริบกระปรอยจากช่องคลอด ... จากการตรวจภายในพบว่ามีเลือดออกมาจากโพรงมดลูกครับไม่ใช่ออกจากช่องคลอดโดยตรง ... ช่องคลอดเป็นเพียงทางผ่านของเลือดออกมาเท่านั้น 

เนื่องจากต้องคุยผ่านล่ามซึ่งต้องแปลจากภาษาจีนเป็นอังกฤษจึงไม่ได้ประวัติทั้งหมดในเบื้องต้น ... เมื่อซักประวัติโดยละเอียดอีกครั้งจึงรู้ว่าคนไข้ผู้หญิงจีนรายนี้คุมกำเนิดโดยการใส่ห่วงคุมกำเนิดหรือที่เรียกว่า "ไอยูดี ...  IUD (Intra Uterine Device)" โดยใส่มาจากประเทศจีน ... คนไข้ไม่สามารถบอกถึงรายละเอียดของห่วงได้ว่าเป็นห่วงชนิดใดและไม่ได้รับการสอนเรื่องการดูแลตนเองมาด้วย ... รู้เพียงแพทย์ใส่อะไรไปในโพรงมดลูกเพื่อคุมกำเนิด ... ดูรูป IUD ชนิดต่างๆจากรูปต่อไปนี้



โดยปกติการคุมกำเนิดด้วยการใส่ห่วงเข้าไปในโพรงมดลูก ... แพทย์จะต้องสอนให้คนไข้ตรวจห่วงด้วยตนเองว่ายังอยู่ในตำแหน่งปกติหรือไม่ ... การตรวจทำได้โดยการคลำสายห่วงด้วยตนเองด้วยการใส่นิ้วมือเข้าไปคลำสายห่วงที่โผล่มาจากปากมดลูก ... ซึ่งในผู้ป่วยรายนี้ไม่ได้มีการตรวจด้วยตนเองเลย



จากการตรวจภายในในเบื้องต้นหมอเองก็ไม่เห็นว่ามีสายห่วงโผล่ออกมาจากปากมดลูกจึงไม่ทราบว่าห่วงหลุดออกไปแล้วหรือมีการหมุนกลับไปอยู่ในตำแหน่งผิดปกติในโพรงมดลูกหรือทะลุออกจากมดลูกไปอยู่ในช่องท้องแล้ว



เนื่องจากผู้ป่วยรายนี้มาปรึกษาด้วยเรื่องเลือดออกกระปริบกระปรอย ... ห่วงคุมเนิดก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการมีเลือดออกกระปริบกระปรอยได้ ... และการดูแลรักษาผู้ป่วยผู้หญิงอายุช่วงนี้ที่มีเลือดออกกระปริบกระปรอยคือการขูดมดลูกเพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุของเลือดออกผิดปกติโดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อให้รู้ว่าเกิดจากโรคร้ายๆเช่นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก (CA Endometrium) หรือไม่

หมอจึงได้บอกผู้ป่วยไปว่าควรดูแลรักษาด้วยการขูดมดลูก (Uterine Curettage) ซึ่งจะได้ประโยชน์ทั้งการตรวจหาสาเหตุของเลือดออกผิดปกติและยังอาจใช้เป็นการวินิจฉัยว่ามีห่วงอยู่ในโพรงมดลูกหรือไม่ ... แต่ก่อนการขูดมดลูกควรเอ็กเรย์หรือตรวจด้วยอัลตร้าซาวด์ดูก่อนด้วยเพราะอาจเห็นห่วงซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการประกอบแนวทางในการดูแลรักษา ... คนไข้เข้าใจพอสมควรและขอกลับไปคิดดูก่อนและจะติดต่อกลับมาอีกครั้ง

ที่หมอคุยมาวันนี้ก็เพียงอยากให้ท่านผู้หญิงที่อ่านได้ทราบบางประเด็นของการคุมกำเนิดด้วยการใส่ห่วงนะครับ ... จริงๆแล้วเรื่องห่วงคุมกำเนิดมีประเด็นที่น่าคุยกันเยอะแยะเลยเพราะห่วงที่ใส่เข้าไปในโพรงมดลูกหรือ IUD มีหลายชนิดและมีทั้งที่ใช้เพื่อการคุมกำเนิดและใช้เพื่อการรักษาความผิดปกติในโพรงมดลูก ...​ อย่างน้อยก็รู้จักคำว่า IUD (Intra Uterine Device) ก็ยังดีนะครับ

เกือบเที่ยงคืนแล้ว ... พรุ่งนี้หมอมีผ่าตัดมดลูกด้วยการผ่าตัดผ่านกล้องส่องช่องท้องแต่เช้า ... ขอไปนอนก่อนนะครับ ... หวังว่าบทความสั้นๆนี้คงจะมีประโยชน์บ้าง ... ขออวยพรให้ทุกท่านมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงนะครับ

รศ.นพ. วิรัช วุฒิภูมิ
สูตินรีแพทย์ โรงพยาบาลกรุงเทพ-หาดใหญ่







วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เนื้องอกรังไข่ชนิดเดอร์มอย (Dermoid cyst) ... เรื่องที่คุณผู้หญิงควรรู้

สวัสดีครับคุณผู้หญิงทุกท่าน ... หมอไม่ได้เขียนบล็อกมาหลายวันเพราะไปประชุมที่สุโขทัยมาครับ ... กลับมาทำงานเมื่อสามสี่วันก่อนก็มีงานเข้ามาตลอด ... ทั้งตรวจคนไข้ที่ห้องตรวจผู้ป่วยนอกหรือที่เรียกว่า OPD (Out Patient Department) และผ่าตัดคนไข้ในหรือที่เรียกว่า IPD (In Patient Department) ... วันนี้ทานข้าวเย็นเสร็จแล้วเลยอยากเขียนอะไรเล็กๆน้อยๆที่อาจมีประโยชน์ต่อคุณผู้หญิงไว้อ่านประกอบการดูแลตนเองครับ

วันนี้ตอนเช้าออกตรวจตามปกติ ... มีคนไข้ผู้หญิงรายหนึ่งโทรศัพท์มาปรึกษาเรื่องก้อนที่รังไข่ครับ ... คำถามก็คือเธอไปตรวจร่างกายประจำปีมาซึ่งมีทั้ง ตรวจเลือด เอ็กซเรย์ปอด ตรวจคลื่นหัวใจ และอีกหลายๆอย่าง ... แล้วยังมีการตรวจอัลตร้าซาวด์ช่องท้องส่วนล่างด้วย ... ผลทุกอย่างปกติครับยกเว้นผลการตรวจอัลตร้าซาวด์ช่องท้องส่วนล่างซึ่งตรวจพบก้อนบริเวณปีกมดลูกซึ่งแพทย์ผู้อ่านผลรายงานว่าน่าจะเป็นก้อนเนื้องอกของรังไข่ (Ovarian tumor)

รังไข่ (Ovary) ... เป็นอวัยวะสำคัญของคุณผู้หญิงที่อยู่ในอุ้งเชิงกราน ... แม้มีขนาดไม่ใหญ่นักคือมีขนาดเพียงประมาณ 1x2x3 เซ็นติเมตร แต่รังไข่ก็มีหน้าที่สำคัญมากๆคือสร้างฮอร์โมนเพศหญิงและทำหน้าที่ในการตกไข่ (Ovulation) ทุกรอบเดือนทำให้มีการตั้งครรภ์หากมีการร่วมเพศในช่วงเวลาที่มีการตกไข่ ... แต่รังไข่เองก็อาจเกิดความผิดปกติหรือเป็นโรคได้หลายอย่าง ... โรคของรังไข่มีทั้งที่ดูรูปร่างปกติแต่การทำงานผิดปกติและแบบที่รูปร่างผิดไปจากปกติโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกิดเป็นก้อนหรือเนื้องอก

เนื้องอกรังไข่อาจเป็นเพียงถุงน้ำเล็กๆที่เรียกว่าซิสต์ (Cyst) ซึ่งมักไม่มีอาการและไม่มีอันตราย ... มักตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจอัลตร้าซาวด์ ... แต่หลายครั้งที่ก้อนเล็กๆของรังไข่นี่แหละครับที่เป็นต้นกำเนิดของมะเร็งซึ่งก็เริ่มต้นจากก้อนเล็กๆที่ไม่มีอาการ ... โตหรือมีขนาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆโดยไม่มีอาการ ... จะไปรู้อีกทีก็เมื่อคลำก้อนได้ทางหน้าท้องซึ่งก็มักมีขนาดเกิน 10 เซ็นติเมตรขึ้นไปแล้ว

คุณผู้หญิงที่โทรฯมาปรึกษารายนี้รายงานว่าไม่มีอาการผิดปกติอะไรนอกจากปวดถ่วงๆท้องน้อยเป็นบางครั้งบางคราว ... แพทย์ผู้ตรวจบอกว่าก้อนที่ตรวจพบจากอัลตร้าซาวด์มีขนาดประมาณ 8 เซ็นติเมตร ... ลักษณะเป็นถุงที่มีทั้งของเหลวและก้อนเนื้ออยู่ภายใน ... แพทย์ผู้ตรวจอัลตร้าซาวด์บอกว่าน่าจะเป็นเนื้องอกรังไข่ชนิดที่มีทั้ง ผม ฟัน กระดูก และเยื่อเมือกอยู่ภายใน (ดูรูปประกอบ)


ฟังจากคำอธิบายทางโทรศัพท์ทำให้หมอเองนึกถึงภาพของเนื้องอกรังไข่ที่พบได้บ่อยชนิดหนึ่งครับที่เรียกว่า "เดอร์มอยซิสต์ (Dermoid cyst)" ซึ่งเป็นเนื้องอกรังไข่ที่มักไม่ใช่เนื้อร้ายหรือมะเร็งแต่ก็อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้ปวดท้องแบบฉุกเฉินได้จากการบิดขั้ว (Twist) หรือการแตก (Rupture) ของก้อน

เนื่องจากเป็นการคุยปรึกษาทางโทรศัพท์ซึ่งให้รายละเอียดได้ไม่มากนัก ... หมอเลยตอบไปในเบื้องต้นว่าอย่าเพิ่งตกใจหรือกังวลจนเกินไปเพราะฟังดูแล้วน่าจะไม่ใช่เนื้อร้ายหรือมะเร็ง (มีโอกาสเป็นครับแต่ไม่มากนัก) ... แต่ควรระวังเรื่องภาวะแทรกซ้อนโดยเฉพาะอย่างยิ่งการบิดขั้วหรือการแตกของก้อน ... ไม่ควรออกกำลังกายแบบหักโหมหรือกระทบกระเทือนบริเวณช่องท้องแบบแรงๆ และควรมาตรวจยืนยันอีกครั้งเพื่อดูในรายละเอียดและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม ... ซึ่งหากเป็นก้อนดังกล่าวจริงอาจรักษาได้โดยการผ่าตัดซึ่งควรทำเสียก่อนที่จะมีภาวะแทรกซ้อน ... และหากต้องผ่าตัดก็ไม่ต้องกังวลมากนักเพราะการผ่าตัดในปัจจุบันสามารถทำได้แบบแผลเล็กด้วยการผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparoscopic surgery) ซึ่งไม่เจ็บมากนัก ฟื้นตัวเร็ว และมีความปลอดภัยสูง

หลังจากคุยในเบื้องต้นเสร็จ ... คุณผู้หญิงที่โทรศัพท์มาก็บอกว่าจะเข้าไปศึกษาต่อในอินเตอร์เน็ตและจะโทรศัพท์มานัดตรวจต่อไป

วันนี้เขียนสั้นๆเพื่อให้รู้จักคำว่าเนื้องอกรังไข่ชนิดเดอร์มอยซิสต์ (Dermoid cyst) ซึ่งพบได้บ่อย ... สำหรับประชาชนทั่วไปอาจฟังแล้วแปลกๆที่ก้อนเนื้องอกรังไข่ชนิดนี้อาจมี ผม ฟัน กระดูก และเนื้อเยื่อของร่างกายอีกหลายอย่างไปรวมกันอยู่ในก้อนเดียวกัน ... อาจฟังดูเหมือนถูกเวทย์มนต์ดำซึ่งไม่เกี่ยวกันเลยครับเพราะเนื้องอกดังกล่าวพบได้ทั่วโลกไม่ว่าจะในชนชาติหรือภาษาใดก็ตาม

ขอให้ทุกท่านโชคดีนะครับ
รศ.นพ. วิรัช วุฒิภูมิ